Techniques&Download Archive

บทความ การวัดกระบอกสูบ Cylinder Measurement

การวัดขนาดกระบอกสูบ  Cylinder Measurement ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ (1) เกจวัดกระบอกสูบ หรือ บอร์เกจ Cylinder Bore Gauge (2) ไมโครมิเตอร์ พร้อมอุปกรณ์จับยึด(Micrometer stand) (3) เวอร์เนียร์คาลิเปอร์ (4) กระบอกสูบที่ต้องการวัดขนาด (5) ผ้าทำความสะอาด ลำดับขั้นการวัดขนาดกระบอกสูบ (1) ทำความสะอาดเครื่องมือ อุปกรณ์ด้วยผ้าสะอาด (2) ใช้เวอร์เนียร์วัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกระบอกสูบดังภาพ  เพื่อให้รู้ขนาดของกระบอกสูบโดยประมาณ (3) เลือกขนาดของแกนต่อ(Anvil) และแหวนรอง(Washer)ที่เหมาะสม  ในการเลือกขนาดแกนต่อและแหวนรองแต่ละชุดจะมีระยะในการวัดขนาดเพียง 1 mm เท่านั้น ถ้าเลือกผิดจะใช้วัดขนาดไม่ได้ ควรใช้เวอร์เนียร์ทำการวัดตรวจสอบขนาดของแหวนรองทุกครั้ง  (4) ประกอบแกนต่อ และแหวนรอง เข้ากับเกจวัดกระบอกสูบดังภาพ (5) จับยึดไมโครมิเตอร์ด้วยแท่นจับยึด และตรวจสอบความถูกต้องด้วยแท่งมาตรฐานดังภาพ (7) นำเกจวัดกระบอกสูบมาวัดที่ปากไมโครมิเตอร์ซึ่งตั้งค่าไว้ที่ ใช้นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้ จับกรอบนอกของไดอัลเกจ และหมุนให้เลข 0 ตรงกับเข็มยาวพอดี  (8) ทำการวัดขนาดของกระบอกสูบในตำแหน่งดังภาพ a. นำเกจวัดใส่กระบอกสูบให้ตรงตำแหน่งที่ต้องการวัด …

Clip Maintenance Application โปรแกรมจัดการงานซ่อมบำรุง

  Clip Maintenance Application  โปรแกรมจัดการงานซ่อมบำรุง             Maintenance Application โปรแกรมจัดการงานซ่อมบำรุงจะช่วย… ให้ใช้ว่า “ช่วยให้คุณทำงานเร็วขึ้น ง่ายขึ้น ละเอียดขึ้น ไม่ต้องพึ่งกระดาษ”        • โปรแกรมจัดการงานซ่อมบำรุง (Maintenance Application)                                                               …

Highlight Products June 2018

Highlight Products June 2018 ขอแนะนำไฮไลท์และสินค้าจัดรายการ ประจำเดือนมิถุนายน 2561 ที่มาพร้อมกับความหลากหลายในตัวสินค้าและคุณภาพพร้อมบริการที่แสนประทับใจ กลับมาพบและทักทายกันได้แบบนี้ทุกๆเดือนคะ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ทาง  โทรศัพท์ 0-2565-9370-4 Line ID: @tonanasia   คลิ๊กที่ภาพ เพื่อดูรายละเอียดได้เลยค่ะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ Digital Bore Gauge (XT3-BT)ที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ Magnifying Lamp  ที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ Torque Wrench ( ประแจวัดแรงบิด)  ที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ Brinell Hardness Terter ที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ Surface Roughness Tester IPX-105  ที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ Hawkeye Video Borescope ที่นี่ (อย่าช้า ราคาพิเศษ เฉพาะเดือนมิถุนายน  2561 นี้เท่านั้นนะคะ)    

บทความ ไมโครมิเตอร์ Micrometer

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) เป็นอุปกรณ์วัดละเอียดอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างแพร่หลายไมโครมิเตอร์ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1848 โดยชาวฝรั่งเศส หลังจากได้รับความนิยมก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้สะดวกและละเอียดมากขึ้นตามลำดับ 5.1.1 ไมโครมิเตอร์วัดนอก (Outside Micrometer Caliper) 1.) ลักษณะโดยทั่วไปของไมโครมิเตอร์วัดนอก ไมโครมิเตอร์แบบใช้วัดขนาดภายนอกจะอาศัยหลักการทำงานของเกลียวที่จะเกิดค่าระยะพิตช์ เมื่อทำการหมุนเกลียวไป 1 รอบ ก็จะได้ระยะพิตช์เท่ากับ 1 (1 Pitch) ซึ่งระยะพิตช์นี่เองที่ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับการเคลื่อนที่ของเกลียว 1 ช่อง กับสเกลหลักบรรทัดเหล็ก เช่น ถ้าเราแบ่งระยะบรรทัดเหล็กออกเป็น 20 ส่วน แล้วหมุนเกลียว 1 ช่อง ผ่านบรรทัดเหล็ก จะได้ระยะ 1/20 ของระยะพิตช์ ซึ่งหลักการนี้ถูกนำไปสร้างเป็นไมโครมิเตอร์ ภาพที่ 5.4 แสดงไมโครมิเตอร์วัดนอก 5.2 ชื่อส่วนประกอบและหน้าที่ของไมโครมิเตอร์วัดนอก ภาพที่ 5.5 แสดงส่วนประกอบของไมโครมิเตอร์ ชื่อส่วนประกอบ หน้าที่ 1. แกนรับ   • หน้าที่รองรับการวัดที่ผิวสัมผัสของแกนรับจะชุบผิวแข็งเพื่อป้องกันการสึกหรอ …

บทความ ขนาดแรงม้า (HP) กิโลวัตต์ (kW) และกิโลโวลต์แอมแปร์ (kVA) สัมพันธ์กันอย่างไร ?

ขนาดแรงม้า (HP) กิโลวัตต์ (kW) และกิโลโวลต์แอมแปร์ (kVA) สัมพันธ์กันอย่างไร ? ทั้งสามเป็นหน่วยบอกขนาดกำลังของเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยที่เครื่องจักรกล เช่น กังหันก๊าซหรือกังหันไอน้ำ ใช้ได้เฉพาะหน่วย HP และ kW ขณะที่เครื่องจักรไฟฟ้า เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถใช้ได้ทั้งสามหน่วย 1 HP = 746 W หรือ 0.746 kW 5 HP = 3730 W หรือ 3.73 kW ขนาดพิกัดกำลังการผลิตของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Nominal Rated Capacity) นอกจากจะระบุเป็นกำลังไฟฟ้าใช้งานจริง kW (Active Power) แล้ว สามารถระบุได้เป็นกำลังไฟฟ้าปรากฏ kVA (Apparent Power) ด้วย โดยมีสัดส่วนระหว่างกันเป็นค่าตัวประกอบกำลัง (Power Factor) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 0.8 …

บทความ เหล็ก (Iron) กับ เหล็กกล้า (Steel) แตกต่างกันอย่างไร

เหล็ก (Iron) กับ เหล็กกล้า (Steel) แตกต่างกันอย่างไร เหล็กเป็นวัสดุพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาสังคมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คำว่า “เหล็ก” ที่เรียกกันทั่วไปนั้น เป็นคำที่ใช้เรียกเหมารวมถึง เหล็ก (iron) และ เหล็กกล้า (steel) ซึ่งในความเป็นจริงนั้นวัสดุทั้ง 2 ชนิดนี้มีความแตกต่างกันหลายประการ เหล็ก (iron) เหล็กมีสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์คือ Fe ซึ่งย่อมาจาก Ferrum ในภาษาละติน เหล็กเป็นแร่ธาตุโลหะชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ มีสีแดงอมน้ำตาล แม่เหล็กสามารถดูดติดได้ พบมากในชั้นหินใต้ดินบริเวณที่ราบสูงและภูเขา อยู่ในรูปก้อนสินแร่เหล็ก (iron ore) ปะปนกับโลหะชนิดอื่นๆ และหิน เมื่อนำมาใช้ประโยชน์จะต้องผ่านการทำให้บริสุทธิ์ด้วยกรรมวิธีการ “ถลุง” โดยใช้ความร้อนสูงถึง 3000 °F หรือประมาณ 1649 °C เผาให้สินแร่เหล็กหลอมละลายกลายเป็นของเหลว และแยกแร่อื่นที่ไม่ต้องการออกไป ก่อนนำโลหะนั้นไปเทลงแบบหล่อเหล็ก เพื่อให้ได้เป็นเหล็กออกมา เหล็กกล้า (steel) ปกติเหล็กที่ได้จากเตาถลุงจะมีความเปราะและไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ประโยชน์ จึงต้องนำมาผ่านกระบวนการเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กให้ดีขึ้น ดังนั้น เหล็กกล้า จึงเป็นโลหะที่ไม่ได้มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ถูกผลิตขึ้นเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติโดยรวมของเหล็กให้ดีขึ้นและให้เหมาะสมต่อสภาพการใช้งาน …

บทความ ทำไมรถแข่งใช้ยางเกลี้ยง

ยางรถยนต์มิได้เป็นแค่เพียงเบาะรองล้อ หากมีหน้าที่ทำให้รถเกาะถนนที่ลื่นและต้องไม่ทำให้รถแฉลบไปมาเมื่อห้ามล้อหรือเลี้ยว            ยางรถยนต์โดยทั่วไปมีลวดลายเรียกว่าดอกยาง (tyre treads) ดอกยางประกอบด้วยรอยบากเป็นร่องแคบๆ (Sipes) และคดหยักเป็นรูปฟันปลาทั้งนี้เพื่อช่วยซับน้ำที่ผิวถนนและปล่อยน้ำออกไปทางด้านหลังในขณะที่ล้อแล่นไปข้างหน้า            เมื่อรถแล่นไปบนถนนที่เปียกแฉะ ยางต้องเคลื่อนย้ายน้ำมากกว่า 5 ลิตร/วินาทีเพื่อให้รถเกาะถนนได้ดีพอ เมื่อรถแล่นไปบนถนนที่แห้งสนิท ดอกยางก็ไม่จำเป็น ยางเกลี้ยงทำให้ผิวหน้ายางสัมผัสกับถนนมากที่สุด แต่ถ้าไช้ยางเกลี้ยงในเวลามีฝน น้ำบนถนนจะรวมตัวเป็นผืนที่หน้าล้อและใต้ล้อเป็นเบาะรองล้อเอาไว้ (aquaplaning) จนราวกับว่ารถเล่นไปบนผืนน้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ขับขี่ย่อมบังคับรถไม่อยู่             รถส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติงานในทุกสภาพอากาศ ยางถึงต้องมีดอก ต่างจากรถแข่งซึ่งออกวิ่งเพียงปีละไม่กี่ครั้ง ถ้าหากทางวิ่งแห้งรถแข่งจะใช้ยางเกลี้ยง (slick) เพื่อให้เกาะถนนได้ดีที่สุด ล้อรถแข่งมีหน้ายางกว้างเป็น พิเศษทำให้เกาะถนนได้ดีกว่ารถธรรมดาทั่วไป แต่ในเวลาที่มีฝนตก รถแข่งก็จะต้องเปลี่ยนจากยางเกลี้ยงเป็นยางมี ดอก  การเกาะถนน  ยางรถแข่งสำหรับถนนแห้งสนิทจะไม่มีดอก(บน) ยางรถทั่วไปจะต้องเดินทางในทุกสภาพอากาศจึงมีดอกเพื่อซับน้ำและปล่อยน้ำออกขณะที่วิ่ง(ล่าง) http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci1/wheel/wheel.htm   เรียบเรียงโดย 

บทความ การผุกร่อนของโลหะ

การผุกร่อนของโลหะที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันได้แก่ เหล็กเป็นสนิม (สนิมเหล็กเป็นออกไซด์ของเหล็ก Fe2O3.xH2O) ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการ ตัวอย่างเช่น การที่อะตอมของโลหะที่ถูกออกซิไดส์แล้วรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศเกิดเป็นออกไซด์ของโลหะนั้น เช่น สนิมเหล็ก(Fe2O3) สนิมทองแดง (CuO) หรือสนิมอลูมิเนียม (Al2O3) การเกิดสนิมมีกระบวนการที่ซับซ้อนมากและมีลักษณะเฉพาะตัวดังนี้1. การผุกร่อนของโลหะ คือปฏิกิริยาเคมีที่เกิดระหว่างโลหะกับภาวะแวดล้อม2. ภาวะแวดล้อมที่ทำให้ผุกร่อน คือ ความชื้น และออกซิเจน(H2O, O2) หรือ H2O กับอากาศ3. ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดในการผุกร่อน เป็นปฏิกิริยารีดอกซ์3.1 โลหะที่เกิดปฏิกิริยา Oxidation (ให้อิเล็กตรอน)3.2 ภาวะแวดล้อมเป็นฝ่ายรับอิเล็กตรอน เกิดปฏิกิริยา Reduction4. สมการแสดงปฏิกิริยาการผุกร่อน (เกิดจากการทดลอง)โลหะ + ภาวะแวดล้อม —–> Ion ของโลหะ + เบส Fe (s) + H2O (l) + O2 (g) —–> Fe2+ (aq) + OH– (aq) …
Yahoo bot last visit powered by  Ybotvisit.com
error: Content is protected !!